มาดูกันว่า Forex กับหุ้นต่างกันอย่างไร

0
6957

พอดีไปอ่านเจอบทความนี้เขียนโดยคุณ zZzZ จากบอร์ด thaiseoboard.com อ่านแล้วเห็นภาพชัดเจนก็เลยเอามาฝากเผื่อใครที่กำลังส่งสัยว่า Forex นั้นคืออะไรจะได้เข้าใจมากขึ้น

 

เทรดหุ้น ก็คือการซื้อหุ้นของบริษัทนึง ถ้าซื้อมา 5 บาท แล้วราคาหุ้นขึ้นเป็น 6 บาทก็กำไรต่อหุ้นบาทนึง หากนาย ก มีหุ้นในมือก็เอามาขายต่อให้ นาย ข ได้ ซื้อมาขายไปต่อๆกันไป (มองว่ามันเหมือนเป็นทองก็ได้)
เวลาเทรดก็จะมีหลายแบบ

1 แบบวิเคราะห์พื้นฐาน เช่นดูผลประกอบการบริษัท ดู CEO ดูสภาพตลาด ว่าบริษัทจะกำไรดี เติบโตไหม ถ้าคิดว่าบริษัทนี้น่าจะโต ก็ซื้อหุ้นไว้ ถ้าเก็งแม่น ราคาหุ้นขึ้นก็ขายหุ้นได้กำไรเป็นส่วนต่าง (นอกจากนี้ก็มีพวกปันผลประจำปี) แต่ถ้าเก็งผิดก็เรียกว่าติดดอย (ซื้อไว้แพง ซื้อแล้วราคาดันตก เลยต้องถือไว้ เพราะหากจะขายก็ขาดทุน)
2 อีกแบบก็วิเคราะห์เทคนิค (กราฟ) คือดูว่าแนวโน้มเส้นราคาหุ้นนี่ มันจะขึ้นหรือลง เก็งจากกราฟเอา จะมีวิธีดูหลายแบบ เรียกว่า อินดิเคเตอร์ เช่น macd / vol เรียกว่าการวิเคราะห์เชิงเทคนิค ตัวชี้วัดพวกนี้ก็สร้างมาจากสูตร math / statistic คือดูกราฟแล้วเก็งว่า ในช่วงไหนราคาจะขึ้น จะลง (วิธีนี้มีความเชื่อในแง่กราฟสถิติ ว่าทำให้เราเก็งราคาอนาคตของสิ่งที่จะดูได้ ซึ่งหากไม่มีอะไรแปลกๆแรงๆมากระทบตลาด ก็เชื่อกันว่ามันจะเก็งแนวโน้มได้)

บางคนก็ดูสองวิธีควบกัน บางคนก็เจาะลึกไปในแบบเดียว บางคนไม่ได้ใช้อะไรเลย ใช้เดา แบบเก็งไฮโล นี่คือการเทรด (เล่น) หุ้น

ส่วน Forex ก็เป็นอนุพันธ์ประเภทนึง ที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับการเทรดในไทย แต่ในไทยมีอนุพันธ์ประเภทอื่นที่เทรดแบบถูกกฎหมายแล้วก็มี เช่น Gold future / AFET

อนุพันธ์เทรดต่างจากหุ้นยังไง ?
คือจะเสี่ยงกว่า – ผลตอบแทนสูงกว่า ในเวลาสั้นๆทำกำไรได้เยอะ (และขาดทุนได้เยอะเหมือนกันในมุมกลับ) แล้วมันเป็น zero sum game

อย่าง Gold future ที่เทรดได้แบบถูกกฎหมายไทย มันก็คือการเก็งราคาทองในอนาคต
เวลาเก็งนี่ มันจะมีคนเก็งตรงข้ามกันเสมอ เช่น นาย ก เก็งว่าทองราคาจะสูงขึ้น นาย ข เก็งว่าราคาทองจะลดลง ใน 3 เดือนข้างหน้า

ตลาดจะจับคู่การเก็งที่ตรงข้ามกันมาทำสัญญากัน สมมุติทั้งคู่ลงกันคนละหมื่นเพื่อเก็งตรงข้ามกัน
หากสามเดือนข้างหน้า ราคาทองขึ้น นาย ก เก็งถูก ก็ได้ตังค์ นาย ข เสียตังค์ (จะมองว่าเป็นการพนันก็ใช่ แต่อันนี้ถูกกฎหมาย และจริงๆโลกนี้มันก็คือการพนันแทบทั้งนั้น หากจะมองจริงๆ)

อันนี้คือจุดต่างจากหุ้น คือมันเป็น zero – sum game มีคนได้ คนเสีย ขึ้นกับใครเก็งแม่นกว่า (ขณะที่หุ้น เป็นการซื้อหุ้นต่อๆกัน เหมือนเราซื้อทองมาเก็บไว้ แล้วราคามันขึ้นลง เราก็เลือกจะขาย ไม่ขายนั่นแหล่ะ)

จริงๆมันไม่เชิงเกิดมาเพือการเก็งกำไรแบบเดียว อนุพันธ์มันเกิดขึ้นมาเพือ ลดความเสี่ยงด้วย
เช่น การทำสัญญาล่วงหน้าสินค้าเกษตร ชาวนาทำสัญญาล่วงหน้ากับนายทุน ว่าจะขายข้าวได้ในราคาเกวียนละ 20000 ให้นายทุนในอีก 4 เดือนข้างหน้า หากสี่เดือนข้างหน้าข้าวมันราคาสูงกว่า 20k ชาวนาก็ต้องขายในราคาแค่ 20 k เพราะทำสัญญาไปแล้ว
สัญญาล่วงหน้าแบบนี้มันเลยขึ้นกับการเก็งของทั้งสองฝั่ง แล้วก็เป็นการประกันว่าชาวนาจะขายข้าวได้ และนายทุนมีข้าวจะป้อนเข้าโรงสีเพื่อไปส่งออก อันนี้คือที่มาจริงๆของระบบอนุพันธ์

ถ้าดูแบบง่ายๆ สมมุตินาย ค ซื้อหุ้นมา PTT แล้วอยากลดความเสี่ยง (กลัวหุ้นตก) ก็ทำการซื้อสัญญาอนุพันธ์สวนไว้ (สรุปคือเล่นทั้งหุ้น – อนุพันธ์) โดยสัญญาอนุพันธ์ที่ซื้อ จะเก็งว่า หุ้นตก (แล้วได้ตังค์)
ดังนั้น หากหุ้นขึ้น นาย ค ก็จะได้ตังค์จากหุ้น แต่เสียตังค์ให้อนุพันธ์ แต่หากหุ้นลง นาย ค จะได้ตังค์จากอนุพันธ์ แต่ขาดทุนหุ้น (หักลบกัน ทำให้ไม่เสี่ยงเกินไป) อันนี้คือการใช้อนุพันธ์มาปกป้องความเสี่ยง ในแง่เครื่องมือการลงทุน

(ทำไปทำไม นาย ค อาจหวังเงินปันผลรายปี ไม่ได้กะรวยจากราคาหุ้นขึ้นลง / เหตุผลอื่นๆอีกมากมาย)

ดังนั้นอนุพันธ์มันไม่ได้เป็นเรื่องน่ากลัวอะไร มันก็เกิดจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้า – การเก็งที่แต่คนมองต่างกัน – ใช้ในการลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ (และจะใช้ในการเล่นพนันก็ได้เหมือนกัน)

Forex ก็เป็นอนุพันธ์อีกแบบนึง คือ มันจะดูสองสกุลเงินเทียบกัน เช่น USD / JPY UK/USD สมมุติหากดู USD – EURO นาย ก เก็งว่า USD ในอนาคต น่าจะแข็งขึ้น (Euro อ่อนลง) ขณะที่นาย ข เก็งตรงข้าม
ตลาดก็จะจับคำสั่งเทรดของทั้งคู่มาแมชกัน ใครเก็งถูกได้ตังค์ (เหมือนที่อธิบาย Gold future ของไทยนั่นแหล่ะ) นี่คือพื้นฐานที่เกิดขึ้น

ปัญหาคือ ทำยังไงถึงจะเก็งแม่น (อันนี้คำถามโลกแตก)

มันก็ใช้ศาสตร์เดียวกับการเก็งหุ้นนั่นแหล่ะ คือมีสองแนวใหญ่ๆ
วิเคราะห์พื้นฐาน / วิเคราะห์เทคนิค (กราฟ) ที่อ่านพวกเทรนด์ macd / bolinger band / bla bla bla ถ้าอ่านเก่งก็เหมือนมีผู้ช่วยแนะนำให้เลือกเทรดขาไหน

ส่วนโปรแกรมที่เรียกกันว่า EA มันก็พัฒนามจากความรู้พื้นฐานเทคนิคกราฟนั่นแหล่ะ สมมุติตัวอย่างเช่น หากเรารู้ว่า macd 15 วัน ตัดกับ macd 30 วันของกราฟหุ้น PTT + volume การเทรด 600 ล้านในตลาด = สัญญาณขาขึ้น เราจะซื้อหุ้น ptt แล้วคราวนี้ขี้เกียจคอยส่งคำสั่ง กับคอยนั่งเฝ้าจอเอง ก็เลยทำเป็นโปรแกรมโดยใส่เงื่อนไขนี้ไว้ ถ้ามันเข้าเงื่อนไขนี้ก็ให้ระบบทำการซื้อหุ้น PTT นี่คือโปรแกรม (ซึ่งก็ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานจากการวิเคราะห์กราฟนั่นแหล่ะ)

ความรู้เรื่องกราฟนี่เป็นความรู้ปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องหลอกลวงหรือการพนัน เพราะมันก็ math – stat ปกติ เพียงแต่เอามาใช้กับกราฟหุ้น – ทอง – forex (ใช้หลักเดียวกันหมดเลย) ดังนั้นหากอ่านกราฟเป็น เทรดอะไรก็เหมือนๆกัน
เพียงแต่ จะเทรดเก่งไหม ขึ้นกับความเก่งของการวิเคราะห์กราฟของแต่ละคน

มันต้องพยายามพอควร ดังนั้นเลยเจอบ่อยๆที่เขาจะเตือนกันว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ศึกษาข้อมูลก่อนทุกครั้ง อย่าเข้าไปเทรดแบบการพนันที่ใช้แต่ดวง แต่ให้เข้าใจพวกวิธีวิเคราะห์อย่างดีเสียก่อน ไม่งั้นส่วนใหญ่เทรดแล้วขาดทุน

เริ่มต้นเทรด Forex อย่างไร

 

ข้อมูลจาก www.thaiseoboard.com